Last updated: 25 ก.พ. 2569 | 31915 จำนวนผู้เข้าชม |
คุณเคยสงสัยไหมว่า วิธีวัดขนาดกระเป๋าเดินทาง ที่ถูกต้องควรทำยังไง หรือเคยเกิดเหตุการณ์ที่คุณคิดว่ากระเป๋าของคุณผ่านขนาดที่สายการบินกำหนด แต่พอถึงสนามบินแล้วดันพบว่ามันเกินขนาดซะงั้น แล้วต้องจ่ายค่าสัมภาระเพิ่มจนน้ำตาแทบไหล (ใช่แล้ว เราก็เคย!)
อัปเดตปี 2026: ปัจจุบันหลายสายการบินเริ่มใช้ “กรอบวัดขนาดสัมภาระ (Baggage Sizer)” ที่เคร่งครัดมากขึ้น และบางสายการบินแบบ Low-cost มีการสุ่มตรวจหน้าประตูขึ้นเครื่อง (Gate Check) หากกระเป๋าไม่สามารถใส่ลงในกรอบได้พอดี อาจถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มทันที ดังนั้นการวัดขนาดกระเป๋าเดินทางอย่างถูกต้องก่อนออกเดินทางจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าที่เคย
ถ้าคุณเคยเจอปัญหานี้ แสดงว่าคุณมาถูกที่แล้ว วันนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีวัดไซส์กระเป๋าเดินทาง อย่างถูกต้องและง่ายที่สุด เพื่อให้การเดินทางของคุณราบรื่นและไม่ต้องเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น แถมยังไม่ต้องกลัวว่ากระเป๋าจะถูกตีกลับเพราะเกินขนาดอีกด้วย!
ส่วนใหญ่จะกำหนดไม่เกินประมาณ 20–22 นิ้ว หรือขนาดรวม 3 ด้านไม่เกิน 115 ซม. (Height + Width + Depth) แต่ละสายการบินอาจแตกต่างกันเล็กน้อย แนะนำให้ตรวจสอบหน้าเว็บไซต์สายการบินก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะหากเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ
ขนาดรวม = ความสูง + ความกว้าง + ความลึก
หากผลรวมเกินที่สายการบินกำหนด แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจถือว่าเกินขนาด
ดังนั้นควรวัดตอน “กระเป๋าเต็ม” ไม่ใช่ตอนว่าง เพื่อความแม่นยำสูงสุด
หากคุณต้องการ วิธีวัดขนาดกระเป๋าเดินทาง ที่แม่นยำที่สุด คุณจำเป็นต้องใช้ Measuring Tape ในการวัดกระเป๋าทุกด้าน เพื่อให้ได้ขนาดที่ถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานของสายการบิน นี่คือวิธีที่คุณสามารถทำได้:
Tip: Measuring Tape คือสายวัดที่ใช้วัดขนาดในแนวตั้ง แนวนอน และแนวลึก มันช่วยให้คุณวัดขนาดกระเป๋าเดินทางได้อย่างแม่นยำเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสายการบิน
จากข้อมูลผู้ผลิตวัสดุอุตสาหกรรมและมาตรฐานการผลิตกระเป๋าเดินทางในปัจจุบัน วัสดุอย่าง Polycarbonate (PC) จะให้ความยืดหยุ่นสูงและทนแรงกระแทก ส่วน Polypropylene (PP) มีน้ำหนักเบาและทนต่อรอยขีดข่วน เหมาะสำหรับผู้เดินทางบ่อยที่ต้องการความคงทนในระยะยาว
การเลือกกระเป๋าเดินทางที่เหมาะสมไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่ต้องพิจารณาถึงฟังก์ชันและวัสดุที่ใช้ด้วย วิธีวัดขนาดกระเป๋าเดินทาง เป็นจุดเริ่มต้น แต่คุณยังต้องเลือกกระเป๋าที่ทำจากวัสดุที่มีคุณภาพ เช่น Polycarbonate, Polypropylene หรืออลูมิเนียม เพื่อความเบาและทนทาน เรายังแนะนำให้เลือกกระเป๋าที่มี TSA-approved locks เพื่อความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง

ค่าธรรมเนียมโหลดกระเป๋าหน้าประตูเครื่อง (Gate baggage fee) มักมีราคาสูงกว่าการซื้อน้ำหนักล่วงหน้า 2–3 เท่า และบางกรณีอาจสูงถึงหลักพันบาทต่อเที่ยวบิน การวัดขนาดกระเป๋าเดินทางก่อนออกจากบ้านจึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้จริง
คุณคงไม่อยากจ่ายเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็นใช่ไหม? วิธีวัดไซส์กระเป๋าเดินทาง ที่ถูกต้องสามารถช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการเสียเงินเพิ่มได้ การปฏิบัติตามข้อกำหนดของ Carry-on Allowance ในแต่ละสายการบินช่วยให้คุณไม่ต้องเผชิญกับปัญหาการถูกปรับค่าธรรมเนียมจากการเกินขนาดกระเป๋าที่กำหนด
การเลือกกระเป๋าที่เหมาะสมกับการเดินทางนั้นสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเป๋าที่มี Spinner Wheels หรือล้อคู่หมุนได้ 360 องศา ที่ช่วยให้การเคลื่อนย้ายกระเป๋าหนักๆ เป็นไปได้อย่างง่ายดาย คุณจะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการลากกระเป๋าที่ทุลักทุเลในสนามบินอีกต่อไป จากประสบการณ์ของเหล่านักเดินทาง หลังจากเปลี่ยนมาใช้กระเป๋าที่มีล้อหมุน 360 องศา พบว่าการเดินทางสะดวกขึ้นมาก
ในการเลือกกระเป๋าที่ใช่ ไม่เพียงแค่ดูจากความสะดวกในการใช้งานเท่านั้น แต่การเลือกกระเป๋าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งานของคุณได้อย่างครบถ้วนก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน
เพียงทำตาม 4 ขั้นตอนนี้ คุณจะลดความเสี่ยงเสียค่าธรรมเนียมได้อย่างมั่นใจ
ถ้าคุณพร้อมแล้ว ลองใช้ วิธีวัดขนาดกระเป๋าเดินทาง ที่เราแนะนำและเลือกกระเป๋าที่เหมาะกับการเดินทางของคุณ ขอให้คุณสนุกกับการเดินทางในทริปใหม่และเดินทางอย่างปลอดภัยนะครับ
สนใจกระเป๋าเดินทางติดต่อเรา
A: ต้องวัด 3 ด้าน ได้แก่ ความสูง (Height) ความกว้าง (Width) และความลึก (Depth) โดย ต้องรวมล้อ มือจับ และส่วนที่ยื่นออกมาทั้งหมด จากนั้นนำมาบวกกันเป็นขนาดรวม (Linear Dimension) เพื่อเปรียบเทียบกับข้อกำหนดของสายการบิน
A: โดยทั่วไปสายการบินส่วนใหญ่กำหนดไม่เกินประมาณ 20–22 นิ้ว หรือขนาดรวม 3 ด้านไม่เกิน 115 เซนติเมตร แต่บางสายการบินโดยเฉพาะ Low-cost อาจกำหนดเล็กกว่านี้ แนะนำให้ตรวจสอบเว็บไซต์สายการบินก่อนทุกครั้ง
A: ควรวัดตอน ใส่ของเต็มแล้ว เพราะกระเป๋าแบบผ้านุ่ม (Soft Case) หรือกระเป๋าที่มีซิปขยาย อาจมีขนาดเพิ่มขึ้นเมื่อบรรจุสัมภาระ หากวัดตอนว่างอาจทำให้เข้าใจผิดและเสี่ยงเกินขนาดจริง
A: ค่าธรรมเนียมโหลดหน้าประตูเครื่อง (Gate baggage fee) มักสูงกว่าการซื้อน้ำหนักล่วงหน้า 2–3 เท่า และอาจสูงถึงหลักพันบาทต่อเที่ยวบิน ขึ้นอยู่กับสายการบินและเส้นทางบิน
A: ให้ทำ 4 ขั้นตอนนี้ก่อนเดินทาง
23 มิ.ย. 2566