สายการบินชั้นประหยัด (Low-cost) มีข้อจำกัดขนาดกระเป๋า (baggage size) อย่างไรในปี 2025?

Last updated: 25 พ.ย. 2568  |  232 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สายการบินชั้นประหยัด (Low-cost) มีข้อจำกัดขนาดกระเป๋า (baggage size) อย่างไรในปี 2025?

การเดินทางด้วยสายการบินชั้นประหยัด (Low-Cost Airlines) เป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก แต่ก็มาพร้อมกับกฎระเบียบที่เข้มงวดและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องขนาดและน้ำหนักของสัมภาระ โดยเฉพาะกระเป๋าเดินทางที่ถือขึ้นเครื่อง (Carry-on baggage) ในปี 2025 นี้ สายการบิน Low-Cost ยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมสัมภาระ ทำให้ข้อจำกัดเกี่ยวกับ baggage size มีความซับซ้อนและแตกต่างกันไปในแต่ละสายการบิน บทความนี้จะสรุปเทรนด์และข้อจำกัดสำคัญที่คุณต้องรู้ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับที่ไม่คาดฝันที่เคาน์เตอร์เช็คอิน

สรุปเทรนด์หลักของข้อจำกัดกระเป๋าเดินทางปี 2025

เทรนด์ที่ชัดเจนที่สุดของสายการบิน Low-Cost ทั่วโลกคือการ "ลดขนาด" สัมภาระฟรีที่อนุญาตให้นำขึ้นห้องโดยสารได้

1. สิทธิ์สัมภาระฟรีเหลือเพียง "กระเป๋าส่วนตัว" เท่านั้น

สายการบิน Low-Cost ส่วนใหญ่ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายพื้นฐาน (Basic Fare) ให้ผู้โดยสารมีสิทธิ์นำสัมภาระขึ้นเครื่องได้ฟรีเพียงแค่กระเป๋าส่วนตัว (Personal Item) เท่านั้น ซึ่งเป็นกระเป๋าขนาดเล็ก เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าโน้ตบุ๊ก หรือกระเป๋าเป้ขนาดเล็ก ที่ต้องสามารถจัดเก็บไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้าได้

  • ขนาดมาตรฐานโดยประมาณ: 40 x 30 x 20 ซม. (หรือใกล้เคียง)
  • น้ำหนักโดยประมาณ: ไม่เกิน 7 - 10 กิโลกรัม (รวมกับกระเป๋าหลัก ในกรณีที่ซื้อสิทธิ์กระเป๋าหลักเพิ่ม)
  • ตัวอย่าง (อ้างอิงจาก EasyJet/Ryanair): มักกำหนดขนาดที่ 40 x 20 x 25 ซม. หรือ 45 x 36 x 20 ซม. โดยเน้นว่าต้องพอดีใต้เบาะ

ตัวอย่างสายการบินที่ยึดเกณฑ์ "กระเป๋าส่วนตัวฟรี":

AirAsia (มาเลเซีย/ไทย): อนุญาตให้มีกระเป๋าหลัก 1 ใบ + กระเป๋าส่วนตัว 1 ใบ รวมกันไม่เกิน 7 กก. ซึ่งในทางปฏิบัติ หากคุณมีกระเป๋าหลักขนาด 56x36x23 ซม. น้ำหนักรวม 7 กก. ถือว่าผ่าน แต่ถ้าคุณซื้อเฉพาะตั๋วพื้นฐาน (ไม่รวม Carry-on) สายการบินจะอนุญาตเฉพาะกระเป๋าส่วนตัวเท่านั้น
Scoot (สิงคโปร์): อนุญาตให้มีกระเป๋าหลัก (ถ้าซื้อเพิ่ม) + กระเป๋าส่วนตัว รวมกันไม่เกิน 10 กก.
Thai Lion Air (TLH): อนุญาตให้มีกระเป๋าหลัก 1 ใบ + กระเป๋าส่วนตัว 1 ใบ รวมกันไม่เกิน 7 กก.

2. การแยก "กระเป๋าหลัก" ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม

สำหรับกระเป๋าเดินทางขนาดมาตรฐานที่สามารถใส่ในช่องเก็บของเหนือศีรษะได้ (Overhead Locker) ผู้โดยสารจำเป็นต้องซื้อสิทธิ์ในการนำขึ้นเครื่องเพิ่ม (Pre-paid Carry-on) หรือซื้อบัตรโดยสารในประเภทที่ราคาสูงขึ้น (เช่น Priority Boarding)

  • ขนาดมาตรฐานโดยประมาณ: 56 x 36 x 23 ซม. (หรือ 22 x 14 x 9 นิ้ว)
  • น้ำหนักโดยประมาณ: มักกำหนดที่ 7 กิโลกรัม

ตัวอย่างสายการบินที่อนุญาต "กระเป๋าหลักฟรี":

Nok Air (นกแอร์): ในบัตรโดยสารบางประเภท (เช่น Nok X-Tra) อนุญาตให้มีกระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ 7 กิโลกรัม โดยมีมิติสูงสุดที่ 56 x 36 x 23 ซม.
VietJet Air (VJA): อนุญาตให้ผู้โดยสารถือกระเป๋าหลัก 1 ใบ + กระเป๋าส่วนตัว 1 ใบ รวมน้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม โดยมีมิติสูงสุดที่ 56 x 36 x 23 ซม.

3. การบังคับใช้กฎอย่างเข้มงวดที่ประตูขึ้นเครื่อง

ในปี 2025 การบังคับใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับ baggage size จะเข้มงวดขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะที่ประตูขึ้นเครื่อง (Gate) เนื่องจากเป็นจุดที่สายการบินสามารถเก็บค่าธรรมเนียมได้สูงสุด

  • ค่าปรับที่ประตู: หากกระเป๋าเดินทางมีขนาดหรือน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนดเมื่อถึงประตูขึ้นเครื่อง ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจะสูงกว่าการซื้อน้ำหนักล่วงหน้าทางออนไลน์อย่างมาก (อาจสูงกว่าถึง 2-3 เท่า)

ขนาดกระเป๋าถือขึ้นเครื่องของสายการบิน Low-Cost ในเอเชีย-แปซิฟิก (โดยประมาณ)

แม้จะไม่มีมาตรฐานสากลที่ทุกสายการบินใช้ร่วมกัน แต่สายการบิน Low-Cost ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มักมีข้อจำกัดที่ใกล้เคียงกัน ดังนี้:

1. น้ำหนักรวมสูงสุด (Carry-on + Personal Item)

สายการบินส่วนใหญ่ เช่น AirAsia, Jetstar, และ Nok Air มักกำหนดน้ำหนักรวมของสัมภาระถือขึ้นเครื่อง (กระเป๋าหลัก 1 ชิ้น + กระเป๋าส่วนตัว 1 ชิ้น) ไม่เกิน 7 กิโลกรัม

2. มิติของกระเป๋าหลัก (Carry-on)

มิติที่ยอมรับกันโดยทั่วไปสำหรับกระเป๋าเดินทางหลักที่ใส่ช่องเก็บของเหนือศีรษะคือไม่เกิน 56 x 36 x 23 ซม. (รวมล้อและที่จับ)

  • ความสำคัญของมิติ: ความสูง 56 ซม. (ประมาณ 22 นิ้ว) ถือเป็นขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่ส่วนใหญ่ยอมรับ หากเกินกว่านี้ถือว่าต้องโหลดใต้เครื่อง

เคล็ดลับเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับกระเป๋าเกิน

การเตรียมตัวที่ดีที่สุดคือการวัดและชั่งน้ำหนักกระเป๋าเดินทางของคุณก่อนออกจากบ้านเสมอ:

  • ลงทุนในกระเป๋าส่วนตัวขนาด 40x30x20 ซม.: เนื่องจากกระเป๋าใบนี้มักจะเป็นสัมภาระชิ้นเดียวที่ได้ฟรี การเลือกกระเป๋าที่พอดีขนาดและสามารถจุของได้มากที่สุดจะช่วยเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
  • ใช้เครื่องชั่งดิจิทัลพกพา: เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำหนักรวมไม่เกิน 7 กิโลกรัมก่อนถึงสนามบิน
  • สวมเสื้อผ้าที่มีน้ำหนักมาก: หากน้ำหนักใกล้เคียงลิมิต ให้สวมใส่เสื้อผ้าหรือรองเท้าที่หนักที่สุดติดตัวไป
  • ซื้อสิทธิ์น้ำหนักล่วงหน้า: หากรู้ว่าจำเป็นต้องใช้กระเป๋าหลักหรือต้องโหลดใต้เครื่อง ควรซื้อน้ำหนักล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของสายการบิน เพราะราคาถูกกว่าการซื้อที่เคาน์เตอร์สนามบินอย่างน้อย 30-50%

การเข้าใจกฎและข้อจำกัดของ baggage size อย่างละเอียดในปี 2025 เป็นสิ่งสำคัญที่นักเดินทางต้องปรับตัวเพื่อความประหยัดและความราบรื่นในการเดินทาง

Baggage Luggage ผู้ช่วยด้านกระเป๋าเดินทางที่เข้าใจทุกกฎสายการบิน

เพื่อความสบายใจในการเดินทาง ไม่ต้องกังวลเรื่อง baggage size เกินมาตรฐาน Baggage Luggage นำเสนอกระเป๋าเดินทางคุณภาพดีที่ออกแบบมาให้มีขนาดและมิติที่ตรงตามข้อกำหนดของสายการบิน Low-Cost ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า Carry-on ขนาด 20 นิ้วที่ผ่านมาตรฐาน หรือกระเป๋าส่วนตัวที่พอดีใต้เบาะ ให้คุณเดินทางได้อย่างมั่นใจไร้ค่าปรับ

ช้อปเลยตอนนี้ที่ Baggage Luggage! เลือกกระเป๋าเดินทางคุณภาพสูง ดีไซน์ทันสมัย พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้มก่อนใคร!

ช่องทางการสั่งซื้อ


ติดตามข่าวสาร

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้